“หลี่ปู้เหว่ย” ถามบิดา(ลงทุนกับคน)

ในบรรดาทรัพยากรทั้งหมด อะไรคือทรัพยาการที่มีค่ามากที่สุด
คำตอบย่อม ไม่ใช่น้ำมัน ไม่ใช่ถ่านหิน ไม่ใช่ลม ไม่ใช่แสงอาทิตย์
แต่คือ

…..”คน”

 

22-Li Si-หลี่ซือ

ngakpuk

ในธุรกิจเครื่อข่าย คือ ธุรกิจที่ต้องลงทุนกับผู้คน รวมถึงการทำงานกับคน

สุดท้ายจะได้มาซึ่ง ผลตอบแทนอัน “ประมาณค่ามิได้”

หรือ อ่านบทความข้างล่างนี้เพิ่มเติม

83c2446a0896df0a1f4af01c940ae1d9_XL

ในสมัยจ้านกว๋อ “หลี่ปู้เหว่ย” ผู้เป็นบุตรคหบดีใหญ่แห่งแคว้นเจ้า เคยถามบิดาว่า

1.”ถ้าลงทุนทำไรไถนา จะได้ผลเท่าไหร่?”

บิดาตอบว่า “ถ้าดินฟ้าเป็นใจจะได้ผลสิบเท่า”

 

2.”ถ้าลงทุนซื้อสินค้าต่างเมืองมาขาย จะมีกำไรเท่าใด?”

บิดาตอบ “ถ้าเป็นสินค้าดี มีประโยชน์ร้อยเท่า”

3.”ถ้าลงทุนในคน ทำนุบำรุงให้มีอำนาจขึ้นในแผ่นดิน(จิ๋นซีอ่องเต้) เป็นอย่างไร?”

บิดาว่า “ดังนั้นจะมีความชอบใหญ่หลวงนัก ประมาณค่ามิได้”

แลคำตอบของบิดานั่นเอง จึงเป็นที่มาของปณิธานอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้าในชีวิตของพ่อค้าที่มีนามว่า

หลี่ปู้เหว่ย ต่อนั้นมาหลี่ปู้เหว่ยจึ่งได้ทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ ลงทุนลงแรงอันมหาศาล สนับสนุนผลักดันทุกวิถีทาง

ในคนๆหนึ่ง “อี้เหยิน(จื้อฉู่)” องค์ชายแคว้น “ฉิน” ที่ตกทุกข์ได้ยากมาเป็นตัวประกันอยู่ในแคว้น “เจ้า”

ทั้งหลายทั้งปวงนี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะเปิดประตูสวรรค์สู่บังลังก์มังกรให้แก่ จื้อฉู่ ให้จงได้

แล้ววันหนึ่งเมื่อสถานการณ์การเมืองเป็นใจ ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของหลี่ปู้เหว่ยก็บรรลุผล

องค์ชายอี้เหยิน(จื้อฉู่)ได้ตำแหน่งรัชทายาทและที่สุดก็ก้าวสู่ฐานะเจ้าแคว้นฉินอย่างเต็มภาคภูมิ

คือ …….. ” จิ๋นซีอ่องเต้ ” ……..

admin201-8-18-11-2559

หลี่ปู้เหว่ย ผู้ปูทางและประสานสิบทิศ ได้ครองตำแหน่งเสนาบดีอันใหญ่โตโอฬาร

เป็นรองเพียงหนึ่งคน แต่ยิ่งใหญ่กว่าผู้คนทั้งแผ่นดินฉิน2

ในทางการค้าการลงทุนจึงกล่าวได้ว่า หลี่ปู้เหว่ยประสบความสำเร็จอันยิ่งยวด

ดั่งคำที่ผู้เป็นบิดาเคยกล่าวว่า มีความชอบใหญ่หลวงนัก

จากนี้ไปก็เหลือแต่เพียง ผลตอบแทนอัน “ประมาณค่ามิได้”

ที่หลี่ปู้เหว่ยจักทำการเก็บเกี่ยวในฐานะเสนบดีผู้มีบารมีตัวจริงต่อไป

………………………………

8642389

………………………………

แต่วันเวลาในวังวนแห่งอำนาจแม้จะยังไม่ทันได้ผ่านไปยาวนานเท่าไหร่นัก

ก็เพียงพอที่จะทำให้ หลี่ปู้เหว่ย เริ่มตีความความ

ความหมายของคำว่า “ประมาณค่ามิได้” แตกต่างไปจากเดิม

ความมั่งคั่ง ไม่ใช่คำตอบของคำว่า “ประมาณค่ามิได้” สำหรับหลี่ปู้เหว่ยอีกต่อไป

แต่นิยามใหม่ของคำว่าประมาณค่ามิได้ สำหรับหลี่ปู้เวย

คือ ต้องไม่มีใครอยู่เหนือเขาแม้เพียงคนเดียว

หลี่ปู้เหว่ยย่อมต้องเป็นหลี่ปู้เหว่ยที่ไม่โง่เขลา

กระทั่งจะไม่ทราบกระจ่างใจว่าขุนนางและชาวแคว้นฉินทั้งปวงย่อมไม่อาจให้การยอมรับเขาได้

ดังนั้น หลี่ปู้เหว่ยจึงมิได้ต้องการที่จะยึดเอาฐานะของเจ้าแคว้นรัฐ

ซึ่งเป็นฐานที่เฉพาะและเป็นทางการยิ่งมาเป็นของตน

เพียงแต่หวังยึดกุมอำนาจเหนือเจ้าแคว้นหนุ่มซึ่งเขาเป็นผู้อุ้มชูสนับสนุน

จนมาสู่ฐานะเช่นวันนี้ได้ เอาไว้กับตัว เจ้าแคว้นหนุ่มแม้จะมีอำนาจในทางนิตินัย

แต่ก็เป็นอำนาจที่ได้มาจากการฉกชิงมาให้จากหลี่ปู้เหว่ย

และพระสนมคนโปรดของเจ้าแคว้นฉินคนเก่า ชนิดที่ขาดเขาก็ไม่มีเราในวันนี้

ดังนั้นอำนาจที่มีอยู่ในมือ จึงไม่ใคร่กล้าที่จะใช้



ด้วยนอกเหนือจากสำนึกที่มาแห่งอำนาจแห่งตน และความเกรงที่ว่าเมื่อใช้อำนาจไปแล้ว

จะสร้างความขุ่นเคืองใจให้คนที่เป็นดั่งขาเก้าอี้ที่ค้ำยันฐานะของตนเองและรัฐนั้นอยู่

โดยลืมไปว่าขาเก้าอี้แม้สำคัญต่อผู้นั่ง

แต่ผู้ค้ำยันตัวจริงนั้นคือชาวเมืองฉินทั้งปวงซึ่งจะเปรียบก็ดุจผืนแผ่นดินอันเป็นสิ่งรองรับทุกสรรพสิ่งต่างหาก

การไม่ตัดสินใจใช้อำนาจนั่นเอง จึงส่งผลให้

จื้อฉู่ต้องกลายเป็นเจ้าแคว้นที่ไม่มีอำนาจอันแท้จริงไปตลอดรัชสมัยอันแสนสั้นของตนนั่นเอง

กาลเวลาผ่านไปนานนับหลายพันปี ทุกวันนี้คนที่คิดแบบหลี่ปู้เหว่ยก็ยังมีอยู่

เช่นเดียวกันกับคนที่คิดแบบเจ้าแคว้นฉินก็ย่อมจะยังคงมี

แต่ คน ก็ย่อมที่จะต่างกัน ผลลัพท์ในอดีต กับในปัจจุบัน ต่างกรรม ต่างกรณี

จึงย่อมที่จะแตกต่างกันไปด้วย

……..

เครดิต www.sana-anong.com

 

 

ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ
วัชรพงษ์ ทวีสุข
Blogger | Author | ที่ปรึกษาด้านการทำกำไร ทำเงินออนไลน์
Blog: www.MotiveBLOG.com
FB FanPage: www.facebook.com/MotiveBLog fan page
Email: watcharapong@motiveblog.com                                               Line Id: motive038

13239449_10201664799859450_1648637461638779330_n