“คำสอนเจ้าสัว”

“ถ้าให้ลูกน้องทำแทนไม่ได้ ลูกก็ปิดบริษัทไปเลย”

604148_740933229319718_2091076843289803412_n

วันก่อน ‘ตัน ภาสกรนที’ ไปบรรยายในห้องเรียน ABC รุ่น 2 ที่มี ‘กิฟท์’ ลูกสาวของเขาเรียนด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่ง ‘โจ้’ ธนา เธียรอัจฉริยะ เปิดให้ ‘กิฟท์’ พูดถึงพ่อ

brit_1_0_1445964693
‘กิฟท์’ บอกว่าสมัยก่อนเคยน้อยใจคุณตันมาก โดยเฉพาะตอนไปเที่ยวต่างประเทศทั้งครอบครัว คุณตัน คุณอิง และน้องๆ ที่ยังเล็กอยู่ 2 คน จะนั่งบิสสิเนสคลาส หรือ เฟิร์สต์คลาส
แต่ “กิฟท์” ต้องไปนั่งชั้นประหยัด “หนูคิดว่าพ่อไม่รัก” แต่พอน้องทั้ง 2 คนโตขึ้น คุณตันก็ให้ทั้งคู่มานั่งชั้นประหยัดกับ ‘กิฟท์’

ครับ คุณตันรักลูกเท่ากัน เพียงแต่ต้องการสอนให้ลูกประหยัด ไม่ต้องการให้ฟุ่มเฟือย ตอนลูกยังเล็กก็ให้นั่งกับพ่อแม่
แต่เมื่อโตขึ้นก็ปฏิบัติเหมือนกัน คือ นั่งชั้นประหยัด เพราะยังหาเงินเองไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะคุณตันเคยจนมาก่อน เขารู้คุณค่าของ ‘เงิน’
ไม่ต้องการเลี้ยงลูกแบบคุณหนู คุณตันเป็นมนุษย์หน้างาน เวลาที่มีงานอะไรติดขัดแบบลงแรง เขาพร้อมจะลุยเอง ไม่เคยเกี่ยงงาน

ผมเคยนั่งทานข้าวกับคุณตันและผู้บริหารหลายคนเมื่อ 4-5 ปีก่อน น้องกิฟท์นั่งด้วย จำได้เลยว่า พอนั่งโต๊ะปั๊บ ‘กิฟท์’ จะลุกขึ้นดูแลคนในโต๊ะทั้งหมด
รินน้ำ เสิร์ฟน้ำ ตักข้าว ฯลฯ บริการเองอย่างเป็นธรรมชาติโดยคุณตันไม่ต้องเอ่ยปาก นี่คือ การสอนโดยไม่ต้องพูดของคุณตัน
อีกเรื่อง:

‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ก็น่าสนใจ ผมเคยอ่านเรื่องลูกสาวคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็น ‘วรรณี’ หรือ ‘ทิพาภรณ์’ เธอไปทำงานที่เมืองจีน บุกเบิกบริษัทส่วนตัวขึ้นมา
และสนุกกับงานมาก วันหนึ่ง คุณธนินท์โทรมา อยากให้กลับเมืองไทยในอีก 2 วัน เพราะมีงานของครอบครัวงานหนึ่ง
ในมุมมองของลูก งานนี้ไม่ใช่งานใหญ่มากมาย ที่สำคัญเธอมีนัดประชุมกับลูกค้าในวันนั้น ลูกสาวบอกพ่อว่าคงกลับไม่ได้ เพราะมีงานสำคัญ
‘ธนินท์’ บอกว่าให้คนอื่นทำแทนก็ได้ ลูกสาวก็ยืนยันว่าไม่ได้ ต้องเธอคนเดียวเท่านั้น ‘ธนินท์’ บอกลูกสาวสั้นๆ คำเดียว แต่เป็น ‘คำสอน’ ที่ยิ่งใหญ่
“ถ้าให้ลูกน้องทำแทนไม่ได้ ลูกก็ปิดบริษัทไปเลย” ไม่ใช่การประชด แต่เป็นการสอน เธอบอกว่า พอฟังปุ๊บก็ปิ้งเลย

31-07-57

คุณธนินท์กำลังสอนเรื่องการเป็น ‘ผู้บริหารที่ดี’ ครับ เพราะถ้ายังต้องพึ่งพาผู้บริหารเพียงคนเดียวแสดงว่าบริษัทนั้นบริหารงานแย่มาก
ไม่สามารถหาคนมา ทดแทนงานได้ ‘มังกร’ จริงๆ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่ตีพิมพ์ใน “มติชน” รายวัน เขาไปสัมภาษณ์
“วรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ ” บุตรสาวคนโตของ “ธนินท์” นอกเหนือจากเรื่องโรงเรียนนานาชาติคอนดอร์เดียน
โรงเรียน 3 ภาษา ไทย-อังกฤษ-จีน ที่ “วรรณี” เป็นคนดูแลแล้ว ยังมีการคุยเรื่องคำสอนของ “พ่อ”

คนระดับ “ธนินท์” นั้น ภาพภายนอกคือ “มังกร” ที่ยิ่งใหญ่ ใครๆ ก็อยากรู้ว่าเวลาอยู่บ้านเขามีวิธีสอนลูกอย่างไรบ้าง ดุไหม???
“วรรณี” บอกว่า “ธนินท์” อยู่ที่บ้านจะไม่ดุ คุณหญิงเทวี ผู้เป็นแม่จะดุกว่า แต่ที่ทำงาน “ธนินท์” ดุและเข้มงวดมาก
เพราะการเลี้ยงดูเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบกับใคร แต่ในที่ทำงาน ผลที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นในวงกว้าง “ที่ทำงาน”
จึงไม่ใช่ “ที่ส่วนตัว” เหมือนที่ “บ้าน” เขาจึงต้องดุและเข้มงวด

“ธนินท์” จะมีหลักคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้อื่นสูงมาก แม้แต่ “การเลี้ยงลูก” เขาก็นำหลักการนี้มาใช้
“วรรณี” เล่าว่าตอนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รถยนต์ถูกขโมย เธอตกใจมาก รีบโทรศัพท์มาหาพ่อ กลัวพ่อโกรธ แต่ผลกลับตรงกันข้าม
“ธนินท์” ไม่โกรธ กลับรีบบอกให้รีบไปซื้อรถยนต์คันใหม่ เพราะต้องขับส่งน้องๆ ไปโรงเรียน

แต่หลายปีถัดมา เมื่อ “วรรณี” เรียนจบแล้ว เธอวางกระเป๋าสตางค์ผิดที่ หาไม่เจอ
พอ “ธนินท์” รู้เข้า เขาโกรธมาก โกรธจน “วรรณี” ตกใจ และสงสัย สงสัยว่าทำไมตอนรถหายไม่โกรธ แต่กระเป๋าสตางค์หาย โกรธ
ทั้งที่เมื่อเทียบมูลค่ากันแล้ว มูลค่าของ “รถ” มากกว่า “เงิน” ในกระเป๋าสตางค์ตั้งเยอะ ทำไม ??

ตอนที่อ่าน ผมนึกทายในใจว่า “รถยนต์” อาจมีประกัน เสียเงินจริงๆ ไม่เยอะ แต่กระเป๋าสตางค์ นอกเหนือจากเงิน อาจมีบัตรประชาชน
เอกสารประจำตัว หรือบัตรเครดิต ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่ารถยนต์หาย คิดไปแนวทางของ “มูลค่า”
เป็นหลัก แต่คำตอบที่ “วรรณี” ได้จาก “ธนินท์” นั้นเป็นมุมที่ผมนึกไม่ถึง

“คุณพ่อบอกว่ารถหายเราไม่ได้ทำผิด มีคนมาขโมยของเราไป แต่วางกระเป๋าผิดที่ผิดทาง ผิดอย่างมหันต์ เพราะเป็นความรับผิดชอบของเรา”
โหย โดนไป 1 ดอก ยัง ยังไม่พอ คุณธนินท์บอกว่าเงินหายไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า “วรรณี” ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเอาสิ่งของไปล่อตาล่อใจให้คนอื่นทำผิด
“ถ้าเขาขโมยไปแล้ว ไม่มีใครจับได้ ก็จะเสริมสร้างนิสัยให้ครั้งหน้าเขาทำอีก ถ้าวันไหนเขาโดนจับได้ เขาก็จะไม่มีงานทำ”

 

Sooyoung SNSD Girls' Generation Peace Hello GIF (5)

 

ครับ ถ้าคิดต่อไปแบบ “ธนินท์’ ถ้าคนนั้นถูกจับได้ เท่ากับว่าสมาชิกของครอบครัวซึ่งอาจเป็นตัวหลักหายไป ครอบครัวนั้นก็จะเดือดร้อน
แล้วผลกระทบต่อเนื่องก็จะตามมาเป็นลูกโซ่ คำสรุปของเขาก็คือ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะความไม่รับผิดชอบของลูกเพียงคนเดียว เขาจึงโกรธ
“ผิดถูกอยู่ที่ว่า สิ่งที่เราทำไปเกิดผลกระทบกับใครบ้าง” ลึกซึ้งจริงๆ ครับ

จากวันนั้น หลักคิดของ “วรรณี” ก็เปลี่ยนไป ถ้าทำธุรกิจแล้วขาดทุน เสียหายคนเดียว เธอรับได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นกระทบกับคนมากมาย “เราต้องทำให้ดีที่สุด”

เครดิต : fb/ชีวิคิดบวก ชีวิตของเรใช้ซะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ
วัชรพงษ์ ทวีสุข
Blogger | Author | ที่ปรึกษาด้านการทำกำไร ทำเงินออนไลน์
Blog: www.MotiveBLOG.com
FB FanPage: www.facebook.com/MotiveBLog fan page
Email: watcharapong@motiveblog.com

Line Id: motive038

13239449_10201664799859450_1648637461638779330_n

 

 

shopping_makes-Ikea-seem-like-romantic-wonderland